สาโท (Sato) เครื่องดื่มพื้นบ้านไทย ภูมิปัญญาชาวบ้าน
สาโท (Sato) เป็นเครื่องดื่มที่มีความเป็นเอกลักษณ์และปรากฏในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทยอย่างมีความสำคัญ สาโทคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีลักษณะเป็นเหล้าที่ทำจากข้าวเหนียวหรือหรือสตาร์ช โดยมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและเป็นศิลปะ การบริโภคเหล้าสาโทมักเกิดขึ้นในประเพณี พิธีกรรม และงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของชาวไทยตลอดกาล
ประวัติและกำเนิดของเหล้าสาโท
เหล้าสาโท มีประวัติที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ไทย มันเป็นเครื่องดื่มที่มีการผลิตและบริโภคตั้งแต่ยุคโบราณ มีการพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันหลากหลายที่แสดงให้เห็นถึงการใช้เหล้าสาเกในพิธีกรรม พระพิฆเนศวร เช่น ภาชนะเหล้าสาเกที่พบในเสาวรสกบ บรรทุกลาน อุทัยธานี ซึ่งมีอายุกว่า 3000 ปี
วิธีการผลิตเหล้าสาโท
วิธีการผลิตเหล้าสาโท (Sato) เป็นเครื่องดื่มที่มีความเป็นเอกลักษณ์และปรากฏในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของไทยอย่างมีความสำคัญ กระบวนการผลิตเหล้าสาโท เป็นกระบวนการซับซ้อนและเป็นศิลปะ ซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและเคล็ดลับที่มีมาโดยรวมเป็นเครื่องหมายของความชำนาญและความพิถีพิถันในการผลิตเหล้าสาโท ดังนี้
วัตถุดิบทำเหล้าสาโท และอุปกรณ์
1. ข้าวเหนียวขาวหรือดำ 2-4 ลิตร
2. ลูกแป้ง 1-2 ก้อน (1 ก้อน/ข้าว 2 ลิตร)
3. ซึงไม้ไผ่ (ฮวด) หรืออลูมิเนียม
4. ผ้าขาวบาง
5. ชามคลุกผสม
6. ภาชนะหมัก อาทิ ไห หม้อดินเผา ถังน้ำชนิดมีฝาปิด หรือ กระติกน้ำ
7. น้ำอุ่นหรือน้ำที่ผ่านการต้มแล้ว
ขั้นตอนการ ทำสาโท
1.นึ่งข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ให้สุก2.นำข้าวเหนี่ยวที่สุกแล้วมาผึ่งลมให้พออุ่น3.เตรียมภาชนะที่ต้องการหมัก4.นำข้าวที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะเทน้ำลงไป ใส่ลูกแป้งบดละเอียดลงไป คนให้เข้ากัน ปริมาณน้ำแล้วแต่ว่าข้าวเยอะไหมควรใส่น้ำให้พอประมาณแต่อย่าใช้แฉะจนเกินไป5.ปิดฝาภาชนะให้สนิท6.หมักไว้ในระยะเวลา 10-15 วัน ก็สามารถเปิดทานได้เลย7.หากต้องการปริมาณที่มากกว่าเดิม หลังจากหมักเสร็จ 5 วัน เปิดฝา ใส่น้ำเปล่าสะอาดลงไป ประมาณ 1 ลิตร ต่อข้าว 10 กิโลกรัม8.หากน้ำของสาโทหมดแล้ว สามารถใส่แป้งเพิ่มลงไปแล้วหมักต่อได้ อีก1ครั้ง ใช้เวลาประมาณ10 วันเปิดกินต่อได้เลย
สรุป
สาโท เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่สร้างโดยภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยเป็นเหล้าที่ทำมาจากการหมักข้าวเหนียวและลูกแป้ง เป้นเหล้าสีขาวขุ่น มีรสชาติเปรี้ยว หวาน แล้วแต่สูตร รสชาติถูกใจหวานกลมกล่อมรับประทานง่าย ในต่างประเทศนั้นก็มีการนิยมการทำสาโทกินเช่นกัน อย่างเช่น สาโทเกาหลี ที่เรียกในชื่อเกาหลีว่า มักกอลลี ที่เราจะเห็นนิยมทานกันในซีรีย์เกาหลีกันบ่อยๆ สำหรับท่านใดที่อยากลิ้มลอง สาโท 7-11 เป็นตัวเลือกที่หาซื้อหาทานง่ายที่สุด แต่หากอยากดื่มแบบต้นฉบับท่านอาจจะต้องลองไปทีี่ภาคอีสานในประเทศไทย
คำถามที่บ่อยพบ FAQ
1.สาโท แอลกอฮอล์ กี่เปอร์เซ็นต์
เหล้าสาโท มีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี/ร้อยละโดยปริมาตร
2.สาโทใช้เวลาหมักกี่วัน ถึงนำมาดื่มได้
สาโทใช้เวลาหมักประมาณ 10-15 วันก็สามารถดื่มได้เลย อยู่ที่ว่าอยากให้รสชาติออกเปรี้ยวมากหรือเปรี้ยวน้อย
อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม : โซจู
Credit : https://drunksinlove.com/
มักกอลลี (막걸리) คืออะไร ?
มักกอลลี เป็นเครื่องดื่มแอลกฮอล์แบบพื้นบ้านของเกาหลี ถือกำเนิดมาตั้งแต่โบราณสมัยยุคอาณาจักรชิลลา ตั้งแต่ปี ค.ศ.935 แต่เดิมเรียกกันว่า นงจู (농주) หมายถึง เหล้าของชาวนา ทำมาจากเมล็ดข้าวหมักกับส่าเหล้า ดังนั้นบางคนจึงเรียก มักกอลลี ว่า ไวน์ข้าว หรือ ข้าวหมัก (ถ้าเป็นที่ไทยก็คือ สาโท นี่เอง)
โดยทั่วไปแล้ว มักกอลลีจะมีปริมาณความเข้ามข้นของแอลกอฮอล์อยู่ที่ 5 – 6% เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มดังอย่าง โซจู ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เริ่มต้นที่ 20% ดังนั้นเจ้าไวน์ขาวชนิดนี้ จึงเหมาะสำหรับการดื่มแบบเบา ๆ ชิล ๆ ไม่ได้ต้องการจัดหนักจัดเต็มขนาดนั้น บวกกับรสชาติหวาน ทานได้เรื่อย ๆ จึงเป็นที่ให้ในหมู่คนเกาหลีอย่างมาก (แต่กินเยอะก็เมาได้นะ

ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลี นิยมดื่มไวน์ขาวมักกอลลี ก็เนื่องจากความธรรมดา ๆ นี่เอง เพราะมีส่วนผสมจากข้าวที่หุงแล้ว ยีสต์และน้ำ หมักทิ้งไว้ 2-3 สัปดาห์ในหม้อดิน สามารถทำได้เองง่าย ๆ บางครอบครัวจะมีสูตรเฉพาะของแต่ละบ้าน
และดูเหมือนว่าในส่วนของการตลาดนั้น ปัจจุบันมักกอลลี ก็จะดูแข่งขันกันอย่างดุเดือดไม่แพ้กับฝั่งโซจูเลยล่ะ มีการออกรสชาติใหม่ ๆ ให้คนได้ลองชิมกันอยู่เรื่อย ๆ อีกทั้งยังมีการส่งออกขายไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย รวมถึงราคาที่ถูกมาก โดยในร้านสะดวกซื้อทั่วไป บางยี่ห้อจะขายแค่ประมาณ 1200 วอน (32 บาท) ต่อขวดเท่านั้นเอง
| มักกอลลี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
จากการวิจัย พบว่าใน มักกอลลีมีสารอาหารหลายอย่าง เช่น วิตามิน B1 B2 และ C มีสารชะลอความแก่ (anti-aging) สารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังอุดมด้วย แลคติกแอซิดแบคทีเรีย โดย 1 ขวด จะมีแลคติกแอซิดแบคทีเรียถึง 7 – 8 หมื่นล้านตัว ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงมาก เทียบเท่าการดื่มนมเปรี้ยวขนาด 65 มิลลิลิตรถึง 100 – 120 ขวด
คุณประโยชน์ของแลคติกแอซิดแบคทีเรีย คือช่วยทำลายเชื้อโรคและแบคทีเรียชนิดอันตราย อันเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและก่อมะเร็ง ซึ่งอยู่ในลำไส้ รวมทั้งมักกอลลียังมีไฟเบอร์ช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีก ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพราะมีแคลอรี่ที่ต่ำ แค่ 42 กิโลแคลอรี่เท่านั้น การดื่มมักกอลลีเยอะจึงไม่ทำให้อ้วน แถมยังอิ่มท้องอีกด้วย
| มักกอลลี กินยังไง รสไหนอร่อย
จริง ๆ แล้วก้ต้องบอกว่ารสชาติ และวิธีการดื่มก้แล้วแต่ความชอบของคนเลย แต่ส่วนมากถ่สเราเข้าไปในร้านอาหารที่ประเทศเกาหลี มักเสิร์ฟมักกอลลีมาในกาน้ำชา เวลาดื่มก็รินใส่ถ้วยหรือชามใบเล็กๆ ให้บรรยากาศเหมือนการดื่มแบบโบราณ ส่วนมักกอลลีที่ขายในร้านสะดวกซื้อ จะมีขายทั้งแบบบรรจุขวดหรือแบบกระป๋อง ซึ่งควรแช่เย็นและเขย่าขวดก่อนดื่ม เพราะปกติมักกอลลีจะมีตะกอนนอนก้นอยู่
และเนื่องจากมักกอลลี มีที่มาจากการเป็นเหล้าของชาวนา ซึ่งมักดื่มกันในยามฝนตกที่ไม่ต้องออกไปทำนา ทำให้มักกอลลีมีเครื่องเคียงเป็นของว่างที่ทำกันง่าย ๆ อย่าง พาจอน (파전) พิซซ่าเกาหลีใส่ต้นหอม ให้ความรู้สึกที่ฟินสุด ๆ
ส่วนในเรื่องของรสชาติก็อย่างที่บอกว่าความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งในตอนนี้นั้นตลาดมักกอลลี ก็แข่กันผลิตรสชาติใหม่ ๆ ออกมาเพียบไม่ว่าจะเป็นรสผลไม้เบสิคอย่าง พีช, องุ่น, กล้วย, ข้าวโพด หรือใครที่ชอบความแปลกแนวก็แนะนำรส โกโก้ และรสกาแฟเลย

