เหตุผลทำไมคนไทยชอบดูถูกกันเอง

เหตุผลทำไมคนไทยชอบดูถูกกันเอง

ภาพวาด

คงเคยเห็นผู้ใหญ่บางคนตามภาพข่าว ว่าทำไมคนคนหนื่งถึงได้ดูถูกคนอื่นว่าต่ำกว่าตัวเองได้มากขนาดนี้ นั่นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเล็กๆ ที่สะท้อนให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนเท่านั้นเอง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนพวกนึ้ถึงได้มีทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่นว่าตนนั้นเหนือหรือมีระดับที่สูงกว่าคนอี่น ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กโดยไม่รู้ตัว

     แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเก่ง ลูกมีความภูมใจในตัวเอง ตอนเด็กๆ เราโดนปลูกฝังเรื่องการแข่งขันแต่เด็ก โดยเราไม่รู้ตัว จากคนใกล้ตัวหรือจากพ่อแม่ ที่ชอบใช้การแข่งขันเพื่อกระตุ้นลูกตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่ามันส่งผลให้ลูกคุณโตขึ้นมาชอบดูถูกคนอื่น เช่นตอนเด็กๆ เคยได้ยินครูพูดไหม ว่า

“ใครทำเสร็จก่อนชนะ”

“ใครทำเสร็จก่อนเก่ง”

“ใครไม่ทำเป็นเด็กไม่ดี”

“รีบๆทำนะลูก ทำเสร็จนี่เก่งกว่าพ่ออีกนะ”

“รีบๆกินให้หมดนะ กินหมดตัวโต ตัวสูงกว่าแม่แน่นอน”

คุณกำลังปลูกฝังให้ลูกของคุณ มองว่า คำว่าเก่ง คือการก้าวข้ามคุณหรือเปล่า??

หรือ บางคนถามพ่อว่า พ่อขับรถอะไร พ่อก็บอกลูกตัวเองว่า “พ่อขับรถ BMW นะแพงมากๆเลย”

ซื้อของเล่นให้ลูก ก็ใช้ของ และ ราคามาหลอกล่อ “ตั้งใจเรียนนะลูก เดี๋ยวพ่อซื้อรถบังคับให้ คันละตั้งหลายพัน”

พอลูกคุณไปโรงเรียน ก็เอาไปพูดเปรียบเทียบกับเพื่อน ว่าของตัวเองดีกว่า จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูถูกคนอื่น ต่อมา

เด็กไทย วนเวียนกับเรื่องพวกนี้เสมอมา จนคนเรามองข้ามไป เพราะมองเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ค่อยๆสะสม หรือเปล่า??เพราะถ้ามองดีดี คุณจะพบว่า สิ่งที่ทำให้คนไทยเป็นแบบนี้ มันเริ่มจากการ มองข้ามเรื่องเล็กๆซึ่งเรื่องเล็กน้อยนี้เมื่อสะสม จะส่งผลเป็นปัญหาใหญ่ตามมาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่โดยไม่รู้ตัว เด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาวที่ผู้ใหญ่สามารถแต่งแต้สีได้ตามใจชอบ  ผู้ใหญ่จึงควรตระหนักถึงสีขุ่นๆที่แต้มลงไปโดยไม่เจตนาหรือเจตนาดีโดยบริสุทธินั้นสามารถส่งผลต่อเด็กคนนั้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ไม่มากก็น้อย

♥♥∂  เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมรักและหวังดีกับลูกเสมอ §§

∞ด้วยรักและหวังดีกับเด็กน้อยๆไร้เดียงสาที่จะเป็นประชากรที่มีคุณภาพรอบดัานในอนาคต∞

 

ทำไมลูกถึงหงุดหงิด เวลาแพ้??

 ลองไปสังเกตกันดูว่า…

#เรายอมให้ลูกชนะทุกครั้งหรือเปล่า?? กลัวลูกเสียใจ กลัวลูกไม่อยากเล่น ไม่อยากทำแล้ว เลยยอมๆให้ลูกชนะตลอด จนลูกเคยชินกับการชนะ และ ไม่รู้จักคำว่า #แพ้ พอออกไปเจอโลกความจริง ที่เพื่อนไม่ได้ยอมตลอด ทุกอย่างมีกฏ กติกา ก็รับไม่ได้ หงุดหงิดที่คนอื่นไม่ยอม ไม่ฟัง หรือ ไม่ทำตาม

#โอ๋เยอะเพราะเป็นเด็กคนเดียวในบ้าน ลูกคนเดียว หลานคนเดียว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา เลยยอมไปหมด เพราะ #รัก กลัวเด็กน้อยจะเสียใจ ไม่มีความสุข แต่การเลี้ยงลูกให้มีความสุขที่แท้จริง คือ การสอนให้เค้าเจอทั้ง #สุขและทุกข์ #ชนะและแพ้ #ดีใจและเสียใจ

#ใช้การแข่งขันมากเกินไป การใช้การแข่งขัน มาเป็นตัวกระตุ้นเด็กน้อย อาจจะได้ผล ช่วยให้เด็กน้อยมีความกระตือรือร้นมากขึ้น แต่พอใช้การแข่งมากๆ เด็กน้อยก็เคยชินกับการต้องเอาชนะ ต้องเป็นที่หนึ่ง พอแพ้แล้วก็พาล หงุดหงิด อารมณ์เสีย สอนให้ลูกพยายามเพื่อแข่งกับใจตัวเอง ดีกว่าสอนให้ลูกต้องเอาตัวเองไปผูกกับการแข่งกับคนอื่น

#ตามใจลูกจนเคยตัว ไม่เคยต้องรอ มีคนตอบสนองทันที อยากได้อะไรต้องได้ พอถูกสปอยมากๆ จนกลายเป็นเด็กใจร้อน รอไม่เป็น ทุกอย่างต้องได้ดั่งใจ พอแพ้ ผิดหวัง ก็หงุดหงิด โทษคนอื่น แต่ไม่มองดูความผิดพลาดของตัวเอง

อย่าเลี้ยงลูกให้เป็นคนโทษแต่คนอื่น โทษทุกอย่างที่ไม่ใช่ #ตัวเอง เพราะถูกตามในจนเคยตัว

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อแม่ปลูกฝังตั้งแต่เด็ก คือ การสร้างตัวตนให้ลูกน้อยในอนาคต

Œ แล้วคุณอยากให้ลูกเป็นคนแบบไหน??

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก>>> ฝึกลูกให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9600000026397

 

 การใช้สื่อดิจิตอลสำหรับเด็กเล็กอย่างเหมาะสม

ทำอย่างไรกับการใช้สื่อดิจิตอลกับเด็กเล็กๆให้เหมาะสม ในยุคที่โลกพัฒนามาสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัวเช่นปัจจุบันคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สื่อหรือเครื่องมือดิจิตอลที่หลากหลายรูปแบบในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าการใช้สื่อดิจิตอลสำหรับเด็กจะไม่ดีเลยเสียที่เดียวแต่ควรอยู่ในความควบคุมของผู้ใหญ่อย่างเหมาะสมตามวัย อย่าทิ้งให้เด็กอยู่แต่กับสื่อดิจิตอลมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เด็กเสียโอกาสในการพํฒนาในด้านอื่นๆของเด็กได้

สำหรับเด็กเล็กๆเป็นโอกาสอันดีที่เราสามารถเลือกและควบคุบได้ว่าเราจะหยิบยื่นอะไรให้กับเค้าจะเป็นการดีมากกว่าที่เราจะหลีกเลี่ยงการใช้สื่อดิจิตอลกับเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบแม้กระทั่งการดูโทรทัศน์เพราะพอถึงช่วงวัยหนึ่งจะทำให้อยากกับการควบคุม ตามคำแนะนำจากแพทย์ที่เมื่อก่อนเคยกำหนดไว้เกี่ยวกับการใช้สื่อดิจิตอลกับเด็กควรจะมีอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป แต่ในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องยาก จึงอนุโลมให้ใช้ได้แต่ควรจะมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 เดือน และไม่ควรใช้สื่อดิจิตอลเพียงแค่ต้องการให้ลูกนิ่งหรือสงบเด็กอายุ 2-5 ขวบไม่ควรให้ใช้สื่อเกิน 1 ชั่วโมงและต้องอยู่ในความควบคุมของผู้ใหญ่และการที่เด็กเล็กๆที่สามารถใช้สื่อดิจิตอลได้ดีเหมือนผู้ใหญ่หรืออาจจะทำได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นไม่ใช่เป็นความสามารถพิเศษแต่อย่างใด แต่นั่นเป็นเพียงพัฒนาการปกติของเด็กโดยสัญชาตญาณ

สื่อดิจิตอลในปัจจุบันมีโปรแกรมดีๆที่มีคุณภาพและมีประโยชน์มากมายให้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละช่วงอายุ แต่สื่อสำหรับเด็กไม่ควรมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเป็นอันขาด  การเล่นที่มีปฏิสัมพันธ์และของเล่นจริงๆจะสามารถสร้างพัฒนาการได้หลากหลายมิติกว่ารวมไปถึงการพัฒนาของกล้ามเนื้อเล็กซึ่งสำคัญมากสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญไปกว่านั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่ทำร่วมกับลูกเพราะสำหรับลูกแล้วไม่มีของเล่นใดที่ดีเท่ากับพ่อแม่

หลายครอบครัวซื้อ iPad ให้ลูกเล่นตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบครึ่งเท่านั้น พร้อมกับดาวน์โหลดแอพฯ ต่าง ๆ ไว้ให้หนูน้อยได้เล่นอย่างมากมาย ซึ่งก็ช่วยให้พวกเขารู้สึกมีความสุขมากเพราะเลี้ยงลูกได้ง่ายขึ้น เนื่องจากหนูน้อยไม่ค่อยร้องงอแง แต่กลับจดจ่ออยู่แต่กับ iPad แทน เด็กเพียงแค่ไม่กี่ขวบก็ใช้คอมพิวเตอร์ เล่น iPad iPhone ของคุณพ่อคุณแม่กันเป็นแล้ว กดปุ่ม เลื่อนสไลด์กันได้อย่างคุ้นเคย เพิ่มขึ้นจากสื่อเดิมๆ อย่างทีวี หรือคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอิทธิพลจากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถเข้าถึงเด็กๆ ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเดิม และส่งผลกระทบต่อเด็กพอสมควรทีเดียว

เข้าถึงเทคโนโลยีเร็วขึ้น

ในปัจจุบันเด็กเล็กๆ เข้าถึงเทคโนโลยีรวดเร็วมาก ซึ่งสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปีถือว่าเร็วไปมาก เพราะในอายุระหว่าง 1-3 ปีนี้ เด็กควรพัฒนาการเคลื่อนไหว พื้นฐานการช่วยเหลือตัวเอง เรียนรู้ทักษะทางด้านสังคมรวมทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นเป็นหลัก เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนการเรียนรู้ผ่านการเล่นกลางแจ้ง การทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้

นอกจากนั้นพื้นฐานของพัฒนาการซึ่งมีความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ก็ยังพัฒนาได้ไม่ดี เช่น การควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อมือ การทำงานที่ประสานกันระหว่างสายตาและมือ ช่วงวัยนี้เด็กยังไม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นบทบาทหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ที่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของการเข้าถึงสื่อและเทคโนโลยีตามบริบท และบรรทัดฐานของครอบครัว อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้เทคโนโลยีโดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้

ผลกระทบต่อพัฒนาการ

การเร่งเด็กมากเกินความสามารถและพัฒนาการตามวัยของเขา ทำให้เด็กเสียโอกาสการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย เพราะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมเป็นขั้นตอนจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อการต่อยอดความสามารถด้านอื่น เช่น เทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยนี้อาจทำให้เด็กซึ่งควรได้รับการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวให้คล่องขึ้น มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตัวเองด้านนี้ได้เต็มที่ อาจทำให้เป็นเด็กที่เฉื่อยชา ซึ่งหมายถึงมีความล่าช้าของพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ไม่ชอบการออกกำลังกาย ไม่ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เมื่อออกกำลังกายน้อยลงหากรับประทานเท่าเดิม หรือรับประทานมากขึ้นแต่มีการเคลื่อนไหวน้อยก็จะเกิดโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินตามมาได้ การให้เด็กอยู่กับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็นยังทำให้เด็กขาดทักษะในการติดต่อสื่อสารผ่านการพูดคุยกับผู้อื่น ทักษะในการปรับตัวเข้าหาผู้อื่น รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักต่อรอง รู้จักอดทนรอคอย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตของเขา

นอกจากนี้เด็กอาจได้เรียนรู้แบบอย่างที่ไม่ดีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น จากรายการโทรทัศน์ จากโฆษณา หรือเกมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือสอดแทรกค่านิยมที่ไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่างๆเหล่านั้น นอกจากนี้อาจมีผลกระทบทางด้านสุขภาพร่างกายของเด็กเล็กๆ เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลต่อสายตาและการมองเห็นของเด็กได้

จัดการกับสื่อรอบตัว

แม้รอบข้างจะมีสื่อที่ไม่เหมาะสมอยู่มากมาย แต่หากคุณพ่อคุณแม่พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสก็สามารถนำสิ่งที่ไม่เหมาะสมนั้นมาสอนให้ลูกได้เรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ลูก เช่น ไม่บริโภคสื่อที่ไม่เหมาะสม ละครเรื่องไหนไม่ส่งเสริมการดำรงชีวิตที่ดีตามบรรทัดฐานของครอบครัวเราก็ไม่ควรเปิดดู จำกัดเวลาดูโทรทัศน์และการใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือเกมของลูกรวมกันแล้วไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปีไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์หรือเรียนรู้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่เองควรต้องนั่งดูรายการโทรทัศน์กับลูกทุกครั้งโดยเฉพาะลูกในช่วงวัย 1-3 ปี เพื่อสอนให้ลูกได้เรียนรู้ค่านิยมและบรรทัดฐานของครอบครัวไปพร้อมกันด้วย

เทคโนโลยีนั้นอาจมีประโยชน์ หากเราใช้ให้เป็น แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม หากเอามาใช้ผิดเพี้ยนไป หากสำหรับเด็กแล้ว ควรวางรากฐานพัฒนาการให้ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก่อน ซึ่งมีหลายเรื่องให้ได้เรียนรู้ โดยไม่จำเป็นที่ต้องเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีเสมอไป เพราะสิ่งที่สำคัญคือ พ่อแม่ควรเอาใจใส่ลูกน้อย และอย่าให้แท็บเล็ตมีบทบาทมากกว่าความอบอุ่นในครอบครัว

โดย นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
ที่มา:http://www.momypedia.com/momy-article-5-21-222/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5–%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/

http://thumbsup.in.th/2013/12/tablet-youth-develop/

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *